รับออกแบบติดตั้งระบบปรับอากาศ
  ( Air Conditioning and Design )
 ระบบควบคุมมลภาวะ
 ( Controls the contamination system )
More


-------
--------------------------------

 


  

ระบบท่อลม (Air Distribution System)
เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนโดยทั่วไปจะเป่าลมได้ไกลไม่เกิน 6 เมตร หรือหากใช้เครื่องส่งลมเย็นแบบตู้ตั้ง
แล้วเป่าลมโดยตรง (Free Blow) ก็จะทำให้ลมเย็นตกเป็นที่ๆ ตรงที่โดนลมเย็นเป่าก็จะเย็นเกินไป นั่งนานๆ
ไม่ได้ ส่วนตรงที่ไม่โดนลมเย็น บางบริเวณก็อาจจะไม่เย็นพอ เครื่องแบบนี้จึงเหมาะที่จะใช้เฉพาะกับบริเวณ
ที่คนสัญจรไปมาไม่อยู่กับที่ ในกรณีสำนักงานที่คนต้องนั่งทำงานนานๆ, ห้องประชุม, ห้องจัดเลี้ยง,
ห้องอาหาร, ห้องพักผ่อน หรือบริเวณที่มีพื้นที่ปรับอากาศเป็นบริเวณกว้าง การกระจายลมเย็น
จึงต้องอาศัยระบบท่อลมในการช่วยกระจายลมให้ทั่วถึง โดยทั่วไปความเร็วลมที่ผ่านตัวคนท
ี่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ประมาณ 50 ฟุต/นาที


ท่อลมแบบ Spiral

โครงสร้างของท่อลมประกอบจากแผ่นสังกะสีพับขึ้นเป็นรูปท่อ ซึ่งมักจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมแล้วหุ้มทับภายนอกด้วย
ฉนวนใยแก้ว ที่มีอลูมิเนียมฟอยล์เป็นเปลือกนอกอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ฉนวนใยแก้วหลุดลุ่ย ความหนาของ
แผ่นสังกะสี และลักษณะการพับขึ้นรูปของท่อลมจะมีมาตรฐานกำหนดให้เหมาะสมกับขนาดของท่อ ท่อลมจะ
ต่อกับเครื่อง ปรับอากาศ, FCU หรือ AHU ลักษณะการเดินท่อลมโดยทั่วไปก็มักจะเดินอยู่ภายในฝ้าเพดาน
เครื่องปรับอากาศ , FCU หรือ AHU ที่จะใช้ระบบท่อลม จะต้องเป็นเครื่องที่มีความดันลมมากพอ
เนื่องจากการส่งลมผ่านท่อลม จะต้องใช้ความดันลมที่สูงกว่าการเป่าลมเย็นโดยตรง ผู้ออกแบบระบบปรับอากาศ
จะตรวจสอบเรื่องความดันลมที่พอเหมาะ รวมทั้งเรื่องความดังของเสียงพัดลมว่าจะต้องไม่ดังเป็นที่รบกวนด้วย
ความยาวของท่อลมในเกณฑ ์ประมาณ 40-50 เมตร จัดว่าเป็นระยะที่ยาวมากแล้ว โดยทั่วไปมักจะไม่เกินเกณฑ์นี้ แต่ถ้าต้องเกินจริงก็ทำได้ไม่มีปัญหาเหมือนการเดินท่อน้ำยาแอร์ในเครื่องปรับอากาศแยกส่วน แต่วิศวกรจะต้อง
ตรวจสอบความดันของพัดลมให้เพียงพอ และต้องระวังในเรื่องเสียงของพัดลมมากขึ้น ประกอบกับมอเตอร
์พัดลมจะต้องมีขนาดใหญ่ขึ้น การเดินท่อลมยาวๆ ต้องระวังเรื่องลมรั่วด้วย เพราะลมจะรั่วจากท่อลมได้จำนวนหนึ่ง หากลมรั่วมากไปก็เท่ากับเสียลมแอร์ไปโดยเปล่าประโยชน์ ความเร็วของลมในท่อลมเมนมักจะสูงถึง1500-2000 ฟุต/นาท
ี ดังนั้นโดยทั่วไปวิศวกรจะเดินท่อแยก (Branch) ออกมาจากท่อเมนก่อน แล้วขยายท่อเพื่อลดความเร็วลมลงเหลือ
ไม่เกิน 800 ฟุต/นาทีจนถึงหัวจ่ายแอร์ ซึ่งจะจ่ายลมที่มีความเร็วประมาณ 400-500 ฟุต/นาที


หัวจ่ายลมเย็น

ท่อลมส่ง เรียกว่า Supply Air ทำหน้าที่จ่ายลมเย็นที่ออกจากเครื่องปรับอากาศ, FCU หรือ AHU ไปยัง
บริเวณปรับอากาศที่ต้องการ ท่อลมกลับ เรียกว่า Return Air ทำหน้าที่นำลมจากภายในห้อง
ปรับอากาศ กลับมาเข้ายังเครื่องปรับอากาศ, FCU หรือ AHU วิธีการนำลมกลับนี้ อาจจะไม่จำเป็น
ต้องเดินท่อลม เพื่อไปรับตามจุดต่างๆเสมอไป หากพื้นที่ห้องไม่ใหญ่นักก็อาจจะเดินท่อลมกลับสั้นๆ
แล้วดูดลมจากห้องปรับอากาศในบริเวณใกล้เครื่องได้เลย หรือในกรณีสำนักงาน อาจจะใช้พื้นที่ในฝ้า
เพดานเป็นทางลมกลับก็ได้ ทั้งนี้จะต้องพิจารณาไม่ให้เกิดกระแสลมมากเกินไปบริเวณหน้าลมกลับ ท่านอาจจะสังเกตได้ว่าลักษณะวงจรการหมุนเวียนของลมนี้เป็นแบบปิด (Recirculate) คือ ส่งลมเย็นไปแล้วก็ดึงลมที่ร้อนขึ้นหลังจากรับความร้อนภายในห้องกลับมาทำให้เย็นแล้วก็ส่งกลับ
เข้าไปในห้องใหม่เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆในขณะที่เดินระบบปรับอากาศแต่เพื่อให้ได้ปริมาณออกซิเจนท
ี่เพียงพอในห้องปรับอากาศ ก็จะมีการนำอากาศจากภายนอกห้องปรับอากาศเข้ามาผสม อากาศส่วนน
ี้มักจะตั้งชื่อเสียโก้ว่า อากาศบริสุทธิ์ (Fresh Air) ทั้งๆที่โดยความจริงจะ Fresh หรือไม่ขึ้นกับ
แหล่งที่เราเอาอากาศนี้เข้ามาด้วย ในบริเวณย่านธุรกิจในกรุงเทพฯ แหล่งอากาศบริสุทธิ์ในระดับถนน
คงจะหาไม่ได้ จึงอาจจะต้องหาทางนำมาจากระดับที่สูงกว่า และก็ต้องระวังว่าบริเวณข้างเคียงมี
อากาศเสียจากห้องน้ำ, ห้องครัว, หอระบายความร้อน ฯลฯ หรือไม่


ระบบท่อลม

ปริมาณลมที่หมุนเวียน หรือ Recirculated Air ในระบบปรับอากาศโดยทั่วไปจะอยู่ในช่วง 12-15 เท่า
ของปริมาตรห้อง/ชั่วโมง ภาษาทางวิศวกรรมเรียกว่า 12-15 Air change/hr และปริมาณอากาศบริสุทธิ์ท
ี่เข้ามาผสมจะอยู่ในช่วง 10-15% ของปริมาณลมหมุนเวียนนี้ ขึ้นกับลักษณะ การใช้งาน เช่น
ความหนาแน่นของคน และหากเป็นร้านอาหาร หรือห้องประชุมก็จะมากขึ้น นอกจากการนำอากาศบริสุทธิ์
เข้ามาที่ว่านี้แล้ว ยังมีการระบายอากาศเสียทิ้ง (Exhaust Air) จากห้องน้ำ,ห้องครัว,ห้องที่มีการสูบบุหรี่,
Pantry,ห้องเก็บของเพื่อป้องกันกลิ่นรบกวนปริมาณอากาศเสียจะน้อยกว่าปริมาณอากาศบริสุทธิ์อยู่บ้าง ทั้งนี้เพราะโดยทั่วไปห้องปรับอากาศจะพยายามรักษาความดันให้ภายในห้องสูงกว่านอกห้อง เป็นการป้องกันไม่ให้ฝุ่นและความชื้นเข้าไปได้โดยง่ายมาถึงตอนนี้ท่านอาจจะสงสัยว่าการจัดให้มี
อากาศบริสุทธิ์และการระบายอากาศเสียนี้ทำได้ในทุกกรณีหรือไม่ ก็ตอบได้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้มักจะถูกละเลยอยู่เรื่อย แต่ในกรณีที่ห้องปรับอากาศนั้นไม่มีแหล่งกำเนิดกลิ่น, ก๊าซพิษ และไม่ใหญ่นัก การที่ปิดเปิดประตูบ้าง การที่ห้อง
มีลมรั่วได้บ้าง ก็ทำให้มีอากาศจากภายนอกห้องเข้ามาเจือปนได้บ้างอยู่แล้ว แต่หากจะทำให้ถูกต้องก็ควรจะจัดให้ม
ี ที่เห็นได้ชัดคือ พวกคอนโดมิเนียมที่ใช้เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วน มักจะไม่มีการนำอากาศบริสุทธิ์เข้ามาที่เครื่องเลย และการเจาะช่องเปิดเพื่อให้อากาศจากภายนอกมาเข้าที่เครื่อง FCU ก็ทำได้ยาก วิธีที่ถูกต้อง คือ สำหรับคอนโดมิเนียม
ควรจะติดตั้งอุปกรณ์ที่เรียกว่า Air-to-Air Heat Exchanger ซึ่งจะทำหน้าที่ระบายอากาศเสียทิ้งจากห้องน้ำ
และนำอากาศบริสุทธิ์จากภายนอกเข้ามาแทนที่ พร้อมทั้งทำให้อากาศบริสุทธิ์นี้เย็นลงโดยอาศัยความเย็นที่ยังเหลืออย
ู่ของอากาศเสีย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็มั่นใจได้ทั้ง 2 ทาง ว่าจะมีทั้งอากาศดีและจะมีการระบายอากาศเสียทิ้ง


ท่อลมวงรีแบบ Spiral

ในการควบคุมคุณภาพอากาศในอาคาร (Indoor Air Quality) นอกจากการนำอากาศบริสุทธิ์เข้ามาผสมดังกล่าว
แล้ว ยังมีการกรองอากาศโดยใช้แผงกรองอากาศ (Air Filter) ซึ่งตามเครื่องปรับอากาศทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแบบ
หน้าต่าง แบบแยกส่วน ก็มีทั้งนั้น ท่านก็อาจจะเคยถอดแผงกรองอากาศที่เครื่องมาล้างกันบ้างแล้ว ในระบบปรับอากาศ
แผงกรองอากาศนี้จะอยู่ที่ FCU หรือ AHU หรือ ในระบบท่อลมกลับ เพื่อทำหน้าที่กรองฝุ่นละอองในอากาศ
เมื่อฝุ่นมาจับที่แผงกรองอากาศแล้ว ก็จะต้องเปลี่ยนหรือถอดออกมาล้าง แล้วแต่ว่าจะใช้แผงกรองอากาศชนิดไหน


หัวจ่ายลมเย็น

ฝุ่นละอองในอากาศนี้ เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ภายในห้องปรับอากาศ ไม่ว่าจะเป็นการพูด การจามม การเขียนหนังสือ
การเดิน จากเฟอร์นิเจอร์ พรม และตัวร้ายที่สุดก็คือ การสูบบุหรี่ หากมีปริมาณฝุ่นละอองในอากาศที่สูงจะทำให
้คนเป็นหวัด เป็นโรคภูมิแพ้ได้ง่าย หรือเป็นโรคทางเดินหายใจ ปัจจุบันมีผู้เห็นความสำคัญเรื่องคุณภาพอากาศมากขึ้น และเข้าใจปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับฝุ่นละอองในอากาศ จึงมีการผลิตและจำหน่ายเครื่องกรองอากาศกันมากขึ้น และมีการนำมาประกอบในเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กแบบสำเร็จครบชุดในตัวด้วย ในการออกแบบระบบท่อลมในปัจจุบันยังนิยมที่จะเดินท่อลมลอยโดยไม่ต้องมีฝ้าเพดานด้วย และก็สามารถ
ใช้ท่อลมชนิดกลมแบบ Spiral ซึ่งแลดูสวยงามกว่าท่อสี่เหลี่ยม รวมทั้งขึ้นรูปได้เร็วกว่า เนื่องจากใช้เครื่องม้วนท่อลมจากม้วนแผ่นสังกะสีออกมาเป็นรูปท่อกลมได้เลย นอกจากนี้ ปริมาณลมรั่วจากท่อลมจะน้อยกว่า
เพราะตะเข็บที่แน่นกว่า ท่อกลมมีข้อจำกัดที่พื้นที่ เพราะท่อจะมีความลึกกว่าท่อเหลี่ยม แต่ก็เริ่มมีผู้นำท่อลมแบบวงรี (Oval Duct) ซึ่งก็คือท่อกลมที่นำไปบีบด้วยไฮดรอลิคให้แบนลง เพื่อลดความลึกของท่อเหมือนกัน


กล่อง VAV ติดตั้งใต้พื้น Raised Floor

ลักษณะการจ่ายลมในระบบปรับอากาศ โดยทั่วไปจะเป็นแบบปริมาณการจ่ายลมคงที่
(Constant Air Volume หรือ CAV) แต่เนื่องจากลักษณะการจ่ายลมแบบนี้จะมีเครื่องควบคุมอุณหภูมิ หรือเทอร์โมสตัทเพียงชุดเดียวที่บริเวณห้องเครื่องหรือที่หน้าลมกลับ จึงทำให้ไม่สามารถควบคุมอุณหภูม
ิในบริเวณต่างๆได้ทั่วถึง ดังนั้นอาคารสำนักงานสมัยใหม่ จึงมักจะใช้ระบบการจ่ายลมที่มีปริมาณการจ่ายลมเปลี่ยนแปร
(Variable Air Volume หรือ VAV) โดยมีกล่องควบคุมปริมาณลม (VAV Box) ซึ่งมีลิ้นควบคุมปริมาณลม
ตามเทอร์โมสตัทในบริเวณนั้น ทำให้ปริมาณการจ่ายลมมากน้อยตามสภาพการใช้งานและการรับแดด ในลักษณะนี้
จะทำให้สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ดีขึ้น และในแต่ละชั้นอาจจะมีเทอร์โมสตัทถึง 10-30 ชุด ตามขนาดพื้นที่อาคาร
และการใช้งาน การเลือกหัวจ่ายลมสำหรับระบบ VAV จะต้องเลือกชนิดที่ใช้กับระบบ VAV กล่าวคือ จะต้องมีคุณสมบัติที่สามารถเป่าลมให้วิ่งเกาะไปใต้ฝ้าเพดานได้ เมื่อปริมาณลมเปลี่ยนไป เนื่องจากหัวจ่ายแอร์โดย
ทั่วไปเมื่อปริมาณลมน้อยลง ลมจะตกลงใต้หัวจ่ายเลย ทำให้ไม่สามารถกระจายลมไปได้ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรจะมองข้ามก็คือ เนื่องจากท่อลมติดตั้งอยู่ภายในฝ้าเพดาน และมีอุปกรณ์ประกอบในระบบท่อลมหลายอย่าง เช่น ใบปรับปริมาณลม
หรือในกรณีที่ใช้ระบบ VAV ก็มี VAV Box ซึ่งมีอุปกรณ์มอเตอร์ที่จะขับลิ้นปรับปริมาณลม อุปกรณ์เหล่านี้ต้องการ
ช่องเปิดเพื่อให้สามารถตรวจสอบ หรือปรับแต่งปริมาณลมได้ ฝ้าเพดานจึงควรเป็นแบบที่เปิดได้ให้มากที่สุด
ไม่เช่นนั้นก็มักจะพบปัญหาว่า จ่ายลมแอร์มากไปหรือน้อยไป แล้วไม่สามารถปรับหรือทำอะไรได้


ชุดควบคุมกล่อง VAV